
เด็กอนุบาล ควรเรียนรู้ภาษาอังกฤษหรือยัง ?
คำถามที่มักจะถูกถามอยู่เสมอว่า เด็กในวัย 3-6 ขวบ ควรเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง ควบคู่ไปกับการเรียนภาษาไทยหรือไม่
หากเราเอาคนในวัย 40 ปีขึ้นไปมาเปรียบเทียบ ก็อาจจะมองว่าเร็วเกินไป ลำพังแค่ให้อ่านออกเขียนภาษาไทยยังงูๆปลาๆกันเลย ขืนให้เรียนภาษาอังกฤษจะเป็นการยัดเหยียดเกินไป เด็กจะเครียดไปโดยไม่จำเป็น แต่ในยุคปัจจุบัน ภาษาอังกฤษกลายเป็นภาษาสากลสำหรับการสื่อสารกับคนทั่วโลก แม้แต่ในประเทศกลุ่มอาเซียนยังกำหนดให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการติดต่อซึ่งกันและกัน วันนี้ในทุก ๆ วันกิจกรรมต่างใช้ ภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงจังในธุรกิจ หรือในการสื่อสารทั่วไป

รศ.ดร.ชาตรี ฝ่ายคำตา นักวิชาการแห่งคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มองว่าเห็นด้วยทีจะมีการสอนภาษาอังกฤษให้กับเด็กปฐมวัย เพื่อจะได้คุ้นเคยและเรียนรู้ภาษาตั้งแต่เด็ก เพราะเด็กจะเรียนรู้ได้ดีและเร็วกว่าตอนโต
“ภาษาเป็นธรรมชาติ คนไทยเกิดมา พ่อแม่พูดภาษาไทยกับเรา เราก็เรียนรู้อัตโนมัติ ซึ่งเป็นการเรียนภาษาพูดก่อนจะไปการอ่านหรือการเขียน”
รศ.ดร.ชาตรี มองว่าเด็กปฐมวัยควรเริ่มต้นจากการฟังและพูดแบบธรรมชาติ ครูต้องพูดและคุยกับเด็กมากขึ้น ส่วนเรื่องไวยากรณ์อาจจะไม่เน้นมากในวัยนี้ เพราะการเรียนของเด็กในวัยปฐมวัยเป็นการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวเด็ก ทั้งในด้าน สังคม อารมณ์ ร่างกาย และสติปัญญา เด็กนั้นจะเรียนรู้ได้ก็ต่อเมื่อเด็กได้เล่น ได้สัมผัสหยิบจับ นอกจากนี้ ในวัยดังกล่าวการเรียนรู้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับครูในโรงเรียนเท่านั้นพ่อแม่ผู้ปกครองสามารถที่จะสอนเด็กได้เอง โดยฝึกให้ร้องเพลง a-z หรือเพลงเด็กที่เป็นภาษาอังกฤษ และหนังการ์ตูนที่มีซับไทย และนิทานต่าง ๆ ที่มีเป็นภาษาอังกฤษและภาษาไทยอยู่ในเล่มอะไรเดียวกัน ซึ่งปัจจุบัน สื่อต่าง ๆ เหล่านี้หาได้ไม่ยาก

เด็กในช่วงวัยนี้เป็นช่วงที่พัฒนาการได้อย่างรวดเร็วในทุกๆด้าน ดังนั้นจำเป็นต้องการความรักและความเอาใจใส่จากพ่อแม่ (ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งก็คือ เด็กอยู่ในโรงเรียน 6-8 ชั่วโมง ที่เหลืออยู่กับพ่อแม่หรือผู้ปกครอง) การส่งลูกไปเรียนในโรงเรียนเอกชนที่ค่าใช้จ่ายสูงๆ จึงไม่ใช่ทางออกทางเดียว พัฒนาการที่จะพัฒนาได้นั้น ต้องอาศัย การเรียนรู้จากสิ่งต่างๆรอบตัวและสัมผัสทั้ง 5 (ตา หู จมูก ปาก สัมผัส) ข้อสำคัญเด็กจะเลียนแบบผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ชิดเขามากที่สุด
“การเรียนภาษาอังกฤษ เป็นความจำเป็นและสำคัญสำหรับเด็กในยุคปัจจุบัน แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือการทำให้เด็กมีความสุข สนุกสนานในการเรียนรู้ ไม่ใช่เป็นการบังคับ เด็กจะได้ไม่รู้สึกเป็น “ยาขม” เหมือนกับวิชาคณิตศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ที่เด็กสมัยนี้มักบ่นว่ายาก เพราะการเรียนรู้เด็ก ถูกสร้างด้วยการบังคับ แต่ขาดการกระตุ้น หรือสร้างแรงจูงใจ”

ทำไมต้องเริ่มเรียนภาษาตั้งแต่อายุ 3-4 ขวบ?
งานวิจัยจาก Harvard University ยืนยันว่า ยิ่งเรียนภาษาใหม่ตอนอายุที่น้อยกว่าเท่าไหร่ ทักษะการคิดสร้างสรรค์ การคิดแบบเชิงวิพากย์ และความยืดหยุ่นของจิตใจจะถูกพัฒนาขึ้นได้มากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ในช่วงปฐมวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 3 ปีแรกของชีวิต นักวิจัยเชื่อว่าเป็นช่วงที่สำคัญที่สุดในชีวิตเด็ก เพราะเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาทัศนคติ ความคิด และการเรียนรู้ของตนเองและผู้คน
พูดง่าย ๆ เลย ในการเรียนภาษาใหม่ ยิ่งเริ่มเรียนเร็วเท่าไหร่ยิ่งดีกว่า เพราะเด็กสามารถเลียนแบบเสียงใหม่ได้เร็วกว่า และจำสำเนียงได้เร็ว สมองของเด็กเปิดรับเสียงใหม่ ๆ และรูปแบบต่าง ๆ ในช่วงก่อนโตเป็นวัยรุ่น
ในช่วงอายุนี้ เด็กเล็กจะมีเวลาเรียนรู้ผ่านกิจกรรมเรียนปนเล่น บทเรียนภาษาควรเป็นแบบไม่ทางการเช่นการเรียนรู้ผ่านเพลงเด็ก หรือการฟังเพลงกล่อมเด็ก เพราะเด็กวัยนี้ยังไม่พร้อมสำหรับการเรียนเชิงวิชาการ หรืออะไรที่ดูเป็นทางการ ซึ่งจะทำให้เด็กขาดความมั่นใจและเกิดความกลัวในการเรียนภาษาได้

“เด็กมีความสามารถในการเรียนรู้โดยธรรมชาติ ซึ่งจะถูกพัฒนาในช่วงอายุ 3-4 ปี”
การใช้ความสามารถในการเรียนรู้นั้นถูกกระตุ้นได้มากกว่า ดังที่งานวิจัยล่าสุดกล่าวไว้ว่า การเรียนภาษาใหม่นั้นเป็นเรื่องง่ายพอ ๆ กับเรียนภาษาแม่ มันอาจดูเหมือนเป็นเรื่องยาก แต่จริง ๆ แล้ว ไม่เลย
สมองของมนุษย์นั้นมีความสามารถพิเศษมากมาย ตั้งแต่แรกเกิด เราทุกคนก็เรียนรู้ทักษะต่อไปนี้ได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น การมองเห็น ชิมรส ได้กลิ่น ฟังเสียง สัมผัส และลงมือทำ
จากข้อมูลที่ได้รวบรวมไว้พบว่า สิ่งที่เราได้เรียนรู้ในวัยเด็กจะเติบโตในช่วงเป็นผู้ใหญ่ ผลการวิจัยพบว่า 50% ของความสามารถในการเรียนรู้จะถูกพัฒนาตอนอายุ 3 ปีจนถึงช่วงอายุ 4 ปี และอีก 30 % ในช่วงอายุ 8 ปี นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำไมถึงควรเรียนภาษาใหม่ตั้งแต่อายุ 3 ขวบ

นอกจากนี้ยังพบอีกว่า เด็กที่เติบโตมาด้วยการเรียนรู้ภาษาใหม่ จะมีความเห็นอกเห็นใจคนอื่นและมีความสนใจอยากรู้อยากเห็นในเรื่องวัฒนธรรมและแนวคิดที่แตกต่าง ซึ่งเตรียมพร้อมพวกเขาสำหรับการเป็นพลเมืองโลก มีความใส่ใจเรื่องที่เกิดขึ้นในโลก ในวงกว้าง สนใจคนอื่น มากไปกว่านั้น การรู้ภาษาใหม่ยังสร้างโอกาสด้านการทำงานที่มากกว่าอีกด้วย
กาแลคซี่ อะคาเดมี่ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญเหล่านี้จึงได้ศึกษา ค้นคว้า และสร้างแอปพลิเคชันสอนภาษาอังกฤษ เพื่อพัฒนาการที่ดีที่สุดของเด็กในวัยนี้ให้สามารถเลียนแบบเสียง และจำสำเนียงได้เร็ว เราจึงนำนวัตกรรมที่ล้ำสมัยไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อเด็กมาใช้เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ผ่านแอปพลิเคชันการ์ตูนฝึกภาษาอังกฤษ ให้เด็ก ๆ ได้สนุกไปกับดนตรีสอนภาษา และตัวการ์ตูนสุดน่ารัก เพื่อให้เขาได้เรียนภาษาอังกฤษ ผ่านการพูดคุยโต้ตอบกับเหล่าตัวการ์ตูนได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ขอบคุณบาทความจาก : OK MASS, https://galaxykids.ai/th